ชีวิตพอเพียง กับยุคโควิด19

ผ่านไปแล้วสามเดือนกว่าๆ กับการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 ที่นับเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ต่อโลกใบนี้ จากจุดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งของประเทศจีนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะลุกลามและแพร่กระจายไปทั่วโลก จนบัดนี้ไข้ไวรัสตัวนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปบนโลกใบนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นราย

และยังมียอดผู้ติดเชื้ออีกเป็นจำนวนมากกว่า หนึ่งแสนราย และจากผลกระทบครั้งนี้ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจโลก ที่ล้มครืนเป็นโดมิโน จนทำให้แต่ละประเทศเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และต้องมีมาตรการออกมาช่วยเหลือกันยกใหญ่ รวมถึงมาตรการที่ต้องการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตัวนี้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

เมื่อช่วยที่ไข้ตัวนี้เริ่มระบาดออกมาใหม่ๆ ทางรัฐบาลไทยได้มั่นอกมั่นใจมากว่าจะเอาอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ แต่สุดท้ายก็ได้แค่พูด เพราะทุกอย่างเหมือนสายเกินแก้ การแพร่ระบาดในเมืองไทยยังคงลุกลามอยู่เรื่อยๆ และมาตรการที่ออกมาที่ละอย่างสองอย่าง ไม่สามารถตอบโจทย์กับความปลอดภัยหรือความต้องการของประชาชนได้ทั้งหมด

เราคงไปต้องไปพูดถึงเรื่องของหน้ากากหาย ที่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถจับตัวได้ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจนตอนนี้ มันคือวิกฤติ ที่คนไทยทั้งประเทศต้องรู้จักปรับตัวเองให้รอด เพราะหากจะมัวหวังพึ่งรัฐบาลไทย คงพูดได้คำเดียวว่า รอวันตาย เพราะมุมมองหรือวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหานั้น ทุกอย่างชัดเจนออกมาแล้วว่า ไม่ใช่ความคิดผู้นำ

แต่เป็นความคิดที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจของคนมักใหญ่ใฝ่สูง เราคงต้องปรับตัวให้อยู่รอดด้วยการยึดหลักคำสอน ของพ่อหลวง รัชกาลที่เก้าที่เคยมีพระราชดำรัสให้คนไทยทุกคนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ท่านคงรู้อนาคตเป็นแน่ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทย ท่านจึงสอนให้เราเตรียมตัวที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียง แน่นอนว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจากการแพร่ระบายของไข้ไวรัสตัวนี้แล้วนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่จบลง ประเทศไทยคงต้องมีการฟื้นฟูกันยกใหญ่ ซึ่งปัญหาอันดับแรกคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ที่ทุกวันนี้จากมาตรการต่างๆที่ทางรัฐบาลออกมา ได้ทำให้คนไทยเป็นล้านคน ต้องตกงาน เจ้าของธุรกิจหลายธุรกิจต้องปิดตัวลง เชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือนซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นระยะเวลาที่น้อยไปไหม

ในการที่จะทำให้คุณภาพชีวิตกลับมาดีเหมือนเดิม คนไทยที่ตกงานจะกลับมามีงานทำหรือไม่ และเจ้าของธุรกิจจะกลับมาได้อีกครั้งหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากเราเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง น่าจะเป็นทางรอดที่ดีที่สุดในยุคนี้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

ผิดเวลาที่จะปลุกกระแส

หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ของอดีตผู้นำของพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้ช่วงเวลาที่ผิดในการมุ่งล้มรัฐบาล และหมกหมุ่นกับการแก้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเวลานี้ประชาชนหลายส่วนเห็นว่าควรจะเป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือและช่วยเหลือกัน ซึ่งจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นี้ อาจทำให้ฐานคะแนนเสียงของประชาชนลดลง เพราะใช้กลยุทธ์ในการโจมตีเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนี้ผิดเวลา

และไม่ดูตาม้า ตาเรือ เอาซะเลย ซึ่งจากการที่ อดีตผู้นำพรรคคนนี้ ได้มีการไลฟ์สด ถึงการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาด้านวิกฤตของปัญหาการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด 19 นี้ รวมถึงการพูดถืงระบบการฟื้นฟูของประเทศหลังจากสถานการณ์วิกฤตไข้ไวรัสโควิดนี้คลี่คลายลง ซึ่งจากการนำเสนอแผนงานและแผนการกอบกู้และแก้ปัญหาต่างๆของประเทศนั้น ทำให้มีคนเข้าไปชมไลฟ์สดของอดีตผู้นำพรรคนี้ เป็นล้านคน ซึ่งการนำเสนอนั้น โดยความเห็นของนักวิชาการต่างๆของเมืองไทย

ต่างเห็นด้วยและยกย่องในวิสัยทัศน์ ของอดีตผู้นำพรรคคนนี้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการตัดสินใจของผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบัน ช่างเห็นความแตกต่างและความคิดที่เหลื่อมล้ำกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรียกว่ามวย ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันคงต้องโดนต่อยน๊อคและแพ้ทางสู้ ในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของบ้านเมืองแบบเด็ดขาด แต่จุดหนึ่งและจุดสุดท้ายที่ก่อนจะมีการจบไลฟ์ของอดีตผู้นำพรรคอนาคตใหม่คนนี้

กับเหมือนเป็นการก้าวเท้าบนสังเวียน และลื่นล้มให้กรรมการนับซะอย่างนั้น เพราะประโยคสุดท้ายที่อดีตผู้นำพรรคคนนี้ได้พูดไว้ คือการปลุกระดมคนบนโลกโซเชียลให้มีการขับไล่ผู้นำรัฐบาลให้ออกไปในเวลานี้ ซึ่งนักวิชาการหลายท่านต่างพูดกันคำเดียวว่า พลาด พลาดที่ไปเปิดช่องโหว่และเล่นกับความรู้สึกของประชาชนที่เป็นฐานคะแนนเสียงของตัวเอง

เล่นกับความรู้สึกของประชาชนที่อยู่ในภาวะวิกฤตที่ยังไงก็ยังต้องการผู้นำที่ฝากชีวิตและความหวังไว้ แม้ต่อให้ผู้นำคนนั้นจะมีเซลล์สมองแค่ แปดหมื่นสี่พันเซลล์ ก็เถอะ อย่างไรประชาชนก็ยังคงต้องการ ซึ่งหากถ้าอดีตผู้นำพรรคอนาคตใหม่ จบการไลฟ์แบบสวยๆ ด้วยการโชว์วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา

และจบแบบนั้นหล่ะก็ หรือรอเวลาอีกสักหน่อย เวลาที่ให้สถานการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลไม่มีความสามารถจะแก้ไขได้ เชื่อเหลือเกินว่า รัฐบาลชุดนี้ก็จะไม่ได้ด้วยตัวของพวกเค้าเอง เพราะหากสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลง แรงขับเคลื่อนสนับสนุนของประชาชนก็จะออกมาเรียกร้องขับไล่รัฐบาลชุดนี้เอง เพราะพวกเค้าต่างเล็งเห็นแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความสามารถพอที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลไปได้

และไม่สามารถแก้ปัญหาหรือดูแลประชาชนได้เลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   สมัครบาคาร่า เว็บไหนดี

วิถีชีวิตของอาชีพอิสระ

ฟรีแลนซ์ คำยอดฮิตของคนที่ต้องการมีอาชีพเป็นนายตัวเอง มีชีวิตที่น่าอิจฉาสำหรับคนที่ทำงานประจำและมีความซ้ำซากจำเจกับงานในออฟฟิศ บางคนที่ทำอาชีพนี้ มักจะชอบโพสต์รูปชีวิตชิลๆ จากที่บ้าน ร้านกาแฟ หรือสถานที่ทำงานต่างๆ ผ่านโซเชีลยมีเดีย ให้กับคนที่ถูกจำกัดอิสรภาพในออฟฟิศได้อิจฉากัน แต่หลายๆ ครั้งในความเป็นจริงนั้น

อาชีพอิสระนี้ อาจไม่ได้ดูดีตามโปรไฟล์ที่ชอบมักจะเอามาอวดกันตามโซเชียล เพราะถ้าในความเป็นจริงอาชีพฟรีแลนซ์นั้นดีจริงๆ หลายๆ คนที่ทำงานประจำคงจะลาออกไปทำอาชีพนี้กันหมดแล้ว แต่คำตอบที่ทุกคนไม่กล้าออกมาทำกันอย่างนี้ ก็เพราะกลัวว่าไปไม่รอด และยิ่งด้วยภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้แล้วนั้น ทุกอย่างล้มครืนกันเป็นแถวๆ

ดังนั้นอาชีพฟรีแลนซ์นี้ จึงเป็นอาชีพที่กำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเวลา ซึ่งในความเป็นจริงคำว่าฟรีแลนซ์นั้น ไม่ใช่แค่ความหมายอาชีพของคนชั้นกลาง แต่จริงๆแล้ว ความหมายของมันก็คือ แรงงานนอกระบบนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความเลวร้ายทางเศรษฐกิจนี้ทำให้เกิดผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนทำงานอาชีพนี้ เพราะตัวพวกเค้าเหล่านี้นั้น ไม่ได้มีหลักประกันทางสังคมมากนัก เมื่อใดก็ตามหากเกิดภาวะลูกโซ่ทางเศรษฐกิจที่ทำให้ธุรกิจทุกอาชีพที่มีผลกระทบนั้น ลูกโซ่นี้ก็จะสั่นคลอนมาถึงตำแหน่งงานอาชีพอิสระของพวกแรงงานนอกระบบ

เพราะด้วยเหตุผลง่ายที่ว่า ไม่มีใครสามารถป้อนงานอิสระเป็นงานๆ ให้คนเหล่านี้ได้มีทำ เพราะเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาชีพอิสระนี้เกิดขึ้นได้เพราะ นายจ้างหรือคนที่ต้องการงาน หาแรงงานที่มีราคาถูกโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินในรูปแบบของกฎหมายหรือเรียกง่ายๆว่า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเอง และตัวนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งรับผิดชอบแรงงานเหล่านี้ด้วยการจ่ายค่าจ้างเป็นเดือนๆ

และแบกรับภาระเรื่องประกันสังคม ในบางครั้งเดือนไหนงานน้อย นายจ้างก็สามารถให้พนักงานประจำที่จ้างอยู่แล้วนั้นทำเองได้ แต่หากเดือนไหนมีงานที่ค่อนข้างมากทำไม่ทัน หรือต้องใช้คนเฉพาะด้าน ก็สามารถที่จะมองหาทางเลือกของพนักงานอาชีพอิสระเหล่านี้ได้ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีนายจ้างหรือบริษัทไหน

ที่จะยอมเสียเงินจ้างงานให้กับพนักงานฟรีแลนซ์ถ้าไม่จำเป็น เพราะยุคนี้ทุกอย่างหากอะไรที่จะประหยัดหรือเซฟต้นทุนได้นั้น นายจ้างพร้อมจะทำเสมอ นั่นจึงทำให้ยุคเศรษฐกิจแบบนี้ เกิดความลำบากและความไม่แน่นอนต่ออาชีพอิสระเหล่านี้อีกเลย ปัญหาที่ตามมาคือคนจะไม่มีงานทำกันอีกมาก และรายได้ต่อของพวกเค้าก็จะหายไป นั่นคือสิ่งที่คนทำงานเหล่านี้จะต้องหาทางออกด้วยตนเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   aesexy