3อาวุธแพงระดับโลกน้อยคนที่จะรู้

โดยอาวุธที่ได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องนั่นก็คืออาวุธทางการเหล่าทหารและสิ่งของพวกนี้มันก็มีราคาที่สูงพอสมควรและวันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับอาวุธที่ใช้ทางการทหารที่มีราคาแพงมากในระดับโลกที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

อันดับ แรก คือ V-22 OSPREY เป็นเครื่องบินกึ่งเฮลิคอปเตอร์ที่มีสมรรณะสูงถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติภาระกิจได้หลากหลายรูปแบบมันสามารถบินขึ้นลงในแนวดึ่งได้ใบพัดสามารถปรับองศาได้สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เป็นยานพาหนะปฐมพยาบาลไปจนถึงขนส่งกำลังพลและข้าวของต่างๆ

ซึ่งสามารถบรรจุกำลังพลได้24คนในแบบนั่งแต่ถ้าเป็นแบบยืนสามารถบรรจุได้32คนและรองรับน้ำหนักได้ถึง9,070กิโลกรัมสามารถปฏิบัติภาระกิจได้ดีในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายนั่นจึงเป็นการผลิตออกมาเป็นจำนวนมากโดยตั้งแต่ปี1988-2020ก็ได้ผลิตออกมาแล้วกว่า400กว่าลำโดยมีราคาต่อลำละ75ล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยก็จะประมาณ2,504ล้านบาทต่อ1ลำ

อันดับที่ สอง คือ F22RAPTORเป็นเครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีที่สูงที่ถึงแม้ว่าจะถูกออกแบบมาเพื่อทำการจูโจมทางอากาศเป็นหลักแต่มันก็ยังสามารถโจมตีภาคพื้นดินได้เช่นกันมันสามารถสะท้อนเรดาร์ของศัตรูได้ใช้เครื่องยนต์สองตัวแบบThrust Vectoring Nozzles

โดยให้แรงขับตัวละ156กิโลนิวตันมีการติดตั้งอาวุธอากาศสู่อากาศพิยสัยสั้นสองลูกขีปนาวุธอากาศสู่อาการพิยสัยกลบางหนึ่งลูกออีกทั้งยังสามารถต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้และมีการบรรทุกระเบิดไปด้วยจึงทำให้สามารถปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ

เพราะฉะนั้นเจ้าF22RAPTORที่ว่านี้ได้มีการผลิตขึ้นในช่วงปี1996-2011โดยแบ่งเป็นเวอร์ชั่นทดลอง8ลำและเวอร์ชั่นที่ใช้งานจริงได้ถึง187ลำรวมทั้งสิ้นแล้ว1195ลำโดยมีราคาฉลี่ยลำละ334ล้านเหรียญสหรัฐหรือ11,149ล้านบาท

อันดับที่ สาม คือ Arleigh Burke DDG 51 Destroyer สำหรับเรือพิฆาตลำนี้จะเห็นได้เลยว่ามันไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่อะไรมากนักแต่สิ่งที่ได้เข้ามาแทนที่นั้นคือความเร็วและความคล่องตัวโดดเด่นด้วยความสามารถช่วยป้องกันเรือขนาดใหญ่จากศัตรูที่เข้ามาโจมตีระยะใกล้มีการติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี

ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ติดต่อ ufabet  และยังมีอาวุธอื่นๆอีกมากมายยกตัวอย่างเช่นตอปิโดปืนขนาด5นิ้วและยังรวมไปถึงเครื่องตรวจจับทุ่นระเบิดอีกด้วยจึงทำให้เป็นเรือพิฆาตที่ค่อนข้างยืดหยุ่นสามารถใช้งานได้ในหลากหลายภารกิจ

โดยได้มีการผลิตออกมาตั้งแต่ปี1988จนถึงในปีปัจจุบันโดยที่ในทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ในประจำการทั้งสิ้น68ลำมีราคาอยู่ที่1,843ล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ62,293ล้านบาทต่อหนึ่งลำ

ข้อมูลจากกสิกรหนี้ครัวเรือน 

    กสิกรไทยมีการเปิดเผยว่ามีครัวเรือนในไตรมาสที่ 2 ของปีแม้ว่าจะชะลอตัวลงไปอยู่ที่ร้อยละ 80 -93 ข้อมูลจากกสิกรหนี้ครัวเรือน  แต่ทิศทางในภาพรวมยังคงน่าเป็นห่วง  เพราะคาดว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 92 ต่อ GDP  โดยทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย  ว่าข้อมูลเงินที่ให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนล่าสุดในไตรมาส 2 ของปียังคงเติบโตต่อเนื่อง

     โดยยอดค้างของหนี้ครัวเรือนภายในไตรมาสที่ 2  ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14.7 ล้านล้านบาท  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนได้ร้อยละ 80 -93 ต่อ GDP ซึ่งชะลอลงจากระดับร้อยละ 96 ต่อ GDP อันดับที่สูงสุดในรอบ 18 ปีที่ทำไว้ในไตรมาสแรกของปีเลย  เนื่องจากว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 เติบโตขึ้นในอัตราที่มากกว่าหนี้ครัวเรือน

      อย่างไรก็ตามทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 2 จะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าหนี้สินในภาคครัวเรือนมีความน่ากังวลที่ลดลงแต่ในทางกลับกัน   ยอดคงค้างหนี้สินของครัวเรือน ยอดคงค้างหนี้สินของครัวเรือนยังคงเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างไตรมาสเป็นมาตรวัดที่สะท้อนให้เห็นว่าภาระหนี้ในระดับครัวเรือนเนี่ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงไม่ต่างกับช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมาและในช่วงเวลาที่เหลือก่อนสิ้นปี 2554 นี้

      ผลการวิจัยของทางกสิกรไทยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือน ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะกลับมาเร่งสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าสัดส่วนหนี้ของครัวเรือนเนี่ยอาจจะขยับเข้าใกล้กับกรอบบนของตัวเลขประมาณการหนี้ครัวเรือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ในช่วงร้อยละ 90 ถึง 92 ต่อ GDP การทยอยคลายล็อก

ซึ่งเป็นมาตรการสกัดการระบาดของ covid 19 ของรัฐบาล  ทำให้ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและแนวทางการเปิดประเทศที่มากขึ้นก็จะทยอยส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์รายได้ภาคครัวเรือนในระยะข้างหน้าก็ตาม 

     ยังคงต้องยอมรับว่าความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยหลายกลุ่มยังไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นปกติได้ ภายในปีนี้ล็อคขณะที่ข้อมูลของลูกหนี้รายย่อยทยอยเข้ารับมาตรการช่วยเหลือแล้ว  จากสถาบันการเงินก็ยังคงเพิ่มมากขึ้นทั้งในมิติของจำนวนบัญชีและยอดหนี้รวมไปถึงภาระหนี้สิน

ซึ่งย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยให้ภาระหนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินของ สถานการณ์ทางการเงินของลูกหนี้ดังนั้นนะครับประเด็นสำคัญในช่วงหลังจากนี้ก็คือการเร่งเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประคองมาให้ลูกหนี้เนี่ยนะกลายสภาพไปเป็นเอ็นพีแอลนี่เอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ