ไทยเศรษฐกิจถดถอยกู้เพิ่มอีก1ล้านล้านบาท แบงก์ชาติแนะทางรอด

วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจคาดการตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆก็ต้องบอกว่าปรับเป้ากันน่าดูแต่ดูเหมือนว่าที่จะเป็นข่าวใหญ่น่าจะเป็นสัญญาณจากผู้ว่าแบงก์ชาติผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาส่งสัญญาณให้รัฐบาล กู้เงินเพิ่มอีก1ล้านล้านบาทเพื่อช่วยเหลือสถานการณ์โควิด-19อย่างที่บอกไปว่าตอนนี้สถานการณ์โควิด-19ตอนนี้ยังระบาดอยู่

แต่ว่าเวลาที่เราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนการจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจะฟื้นฟูเศรษฐกิจมันต้องมองไปข้างหน้าต้องประเมิลว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะประเมิลและเยี่ยวยาอย่างไรแล้วที่สำคัญจะต้องใช้เงินและตอนนี้เราก็ได้มองข้างตรงนี้ไปแล้ว

โดยเงินกู้ที่ได้กู้มานั้นมันอาจจะไม่พอจะต้องกู้เพิ่มอีก1ล้านล้านบาทคือถ้ามองตัวเลขก็ดูเยอะเพียงแต่ถ้าเราดูปริบทตต่างๆเช่นตอนนี้อัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างที่จะต่ำเลยในเวลานี้ยังถือว่าต่ำอยู่ในขณะเดียวกันทุกประเทศตอนนี้ก็ใช้นโยบายคล้ายๆกันคือ กู้เงินมาแล้วเป็นการแกไขปัญหาเศรษฐกิจ

เพราะว่าตอนนี้มันเหมือนกับปัญหามันเฉพาะหน้ามากๆเลยถ้าเราไม่แก้ไขตอนนี้ปล่อนเรื้อรังไปเรื่อยๆมันก็จะมีคนเช่นตกงานแล้วเป็นการตกงานอย่างถาวรหรือผู้ประกอบการปิดกิจการแล้วถึงขั้นปิดกิจการอย่างถาวรก็ได้ลูกจ้างอาจจะไม่สามารถที่จะกลับมาเข้าสู่วงจรการทำงานได้อีกครั้งนึงเพราะว่าบางครั้งบางอาชีพหลุดแล้วหลุดเลยหายไปเลย

ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญแล้วก็เป็นข้อเสนอแนะในหลายๆส่วนเหมือนกันว่าในเรื่องของการจ้างงานต่างๆทำอย่างไรภาครัฐจะต้องมีมาตรการออกมาต้องเติมเงินออกมาหรือจะไปกระตุ้นพยุงอะไรก็ตามในฐานะเป็นเจ้าของกิจการในการที่จะรักษาการจ้างงานในการที่จะทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นมันสามารถเดินต่อไปได้

โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางหรือขนาดเล็กๆทั้งหลายต้องบอกเลยเหนื่อยมากสายตัวขาดแล้วไม่รู้จะขาดยังไงดิ้นสู้เพื่อให้รอดกับวิกฤตแล้วก็เจอระลอก1-2และ3และวันนี้จะมีข้อเสนอแนะทั้งภาคเอกชนรวมไปถึงบรรดาผู้ประกอบการต่างๆด้วยที่จะสะท้อนออกมาให้เห็นว่าตอนนี้ปัญหามันหนักหน่วงแค่ไหน

แต่ว่าเราไม่ได้ชี้ให้เห็นแค่ปัญหาเรามีทางออกด้วยเพื่อที่จะเป็นข้อเสนอในการที่จะร่วมด้วยช่วยกันสำหรับวิกฤตนี้ก็ถือว่าภาคเอกชนพอเห็นสัญญาณแบบนี้ก็เริ่มที่จะมีการส่งสัญญาณและเริ่มที่จะมีการเสนอแนะแนวทางออกไปสู้ทางภาครัฐบาลแต่ก่อนอื่นต้องบอกเลย

สัญญาณเศรษฐกิจไทยนับจากนี้ถือได้ว่ามันจะไม่ดีแล้วจากเดิมเราคาดหมายว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยน่าจะดีแต่มาเจอโควิด-19ระลอก3เดือนเมษายนปี2564ยังไม่มีท่าทีจะหยุดหรือเบาลงและมันจะสิ้นสุดตรงไหนมันเป็นจุดที่ยากและท้าทายได้การรับมือ

 

สนับสนุนโดย.    www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

ข้อมูลจากกสิกรหนี้ครัวเรือน 

    กสิกรไทยมีการเปิดเผยว่ามีครัวเรือนในไตรมาสที่ 2 ของปีแม้ว่าจะชะลอตัวลงไปอยู่ที่ร้อยละ 80 -93 ข้อมูลจากกสิกรหนี้ครัวเรือน  แต่ทิศทางในภาพรวมยังคงน่าเป็นห่วง  เพราะคาดว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 92 ต่อ GDP  โดยทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย  ว่าข้อมูลเงินที่ให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนล่าสุดในไตรมาส 2 ของปียังคงเติบโตต่อเนื่อง

     โดยยอดค้างของหนี้ครัวเรือนภายในไตรมาสที่ 2  ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14.7 ล้านล้านบาท  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนได้ร้อยละ 80 -93 ต่อ GDP ซึ่งชะลอลงจากระดับร้อยละ 96 ต่อ GDP อันดับที่สูงสุดในรอบ 18 ปีที่ทำไว้ในไตรมาสแรกของปีเลย  เนื่องจากว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 เติบโตขึ้นในอัตราที่มากกว่าหนี้ครัวเรือน

      อย่างไรก็ตามทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 2 จะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าหนี้สินในภาคครัวเรือนมีความน่ากังวลที่ลดลงแต่ในทางกลับกัน   ยอดคงค้างหนี้สินของครัวเรือน ยอดคงค้างหนี้สินของครัวเรือนยังคงเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างไตรมาสเป็นมาตรวัดที่สะท้อนให้เห็นว่าภาระหนี้ในระดับครัวเรือนเนี่ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงไม่ต่างกับช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมาและในช่วงเวลาที่เหลือก่อนสิ้นปี 2554 นี้

      ผลการวิจัยของทางกสิกรไทยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือน ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะกลับมาเร่งสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าสัดส่วนหนี้ของครัวเรือนเนี่ยอาจจะขยับเข้าใกล้กับกรอบบนของตัวเลขประมาณการหนี้ครัวเรือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ในช่วงร้อยละ 90 ถึง 92 ต่อ GDP การทยอยคลายล็อก

ซึ่งเป็นมาตรการสกัดการระบาดของ covid 19 ของรัฐบาล  ทำให้ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและแนวทางการเปิดประเทศที่มากขึ้นก็จะทยอยส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์รายได้ภาคครัวเรือนในระยะข้างหน้าก็ตาม 

     ยังคงต้องยอมรับว่าความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยหลายกลุ่มยังไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นปกติได้ ภายในปีนี้ล็อคขณะที่ข้อมูลของลูกหนี้รายย่อยทยอยเข้ารับมาตรการช่วยเหลือแล้ว  จากสถาบันการเงินก็ยังคงเพิ่มมากขึ้นทั้งในมิติของจำนวนบัญชีและยอดหนี้รวมไปถึงภาระหนี้สิน

ซึ่งย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยให้ภาระหนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินของ สถานการณ์ทางการเงินของลูกหนี้ดังนั้นนะครับประเด็นสำคัญในช่วงหลังจากนี้ก็คือการเร่งเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประคองมาให้ลูกหนี้เนี่ยนะกลายสภาพไปเป็นเอ็นพีแอลนี่เอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ